รีวิวหนังฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] This, That and Everything in Between ดราม่าแม่ลูกฟิลิปปินส์บน Netflix

  • หนังดราม่าครอบครัวจากฟิลิปปินส์ กำกับโดยโชโล ลอเรล เล่าเรื่องนักเขียนบทหญิงที่แม่หายไป 27 ปีกลับมาพร้อมน้องชายวัย 20 ที่เพิ่งรู้จัก
  • จุดแข็งอยู่ที่การเขียนตัวละครแม่ลูกให้ซับซ้อน ไม่บังคับให้ใครผิดใครถูก และไม่บังคับให้เรื่องลงเอยแบบซ่อมทุกอย่างได้
  • การแสดงของโจดี สตา มาเรีย เด่นที่การใช้ความเงียบแทนการร้องไห้ฟูมฟาย พลังของเธอแบกหนังทั้งเรื่อง
  • จุดอ่อนอยู่ที่พล็อตแน่นเกินไป ดราม่าซ้อนหลายชั้นจนช่วงกลางเรื่องอารมณ์ล้นและเส้นเรื่องรองแคบลง

จะทำอย่างไรถ้าวันหนึ่งแม่ที่หายไปจากชีวิตนาน 27 ปีเดินกลับเข้ามา พร้อมลูกชายวัย 20 ที่เพิ่งรู้ว่ามีตัวตนอยู่ ตรงนี้เป็นคำถามที่ This, That and Everything in Between หนังดราม่าครอบครัวสัญชาติฟิลิปปินส์บน Netflix ยกขึ้นมาถามคนดูตลอดทั้งเรื่อง ผลงานกำกับของโชโล ลอเรล (Cholo Laurel) เรื่องนี้ไม่ได้เปิดฉากด้วยความระทึก แต่เปิดด้วยชีวิตนักเขียนบทหญิงที่กำลังจะบินไปนิวยอร์ก ก่อนจะถูกแม่ของตัวเองดึงกลับมาเผชิญกับอดีตที่ฝังมานานกว่ายี่สิบปี

เสน่ห์ของ หนัง เรื่องนี้อยู่ที่การกล้าไม่ตัดสินตัวละคร พาซ (Paz) แม่ที่ทิ้งลูกไปเป็นเวลานาน ไม่ได้ถูกวางบทให้เป็นแม่ใจร้ายตามสูตร และโจแอนน์ (Joanne) ลูกสาวผู้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ถูกวางบทให้เป็นลูกที่เข้าใจแม่ง่าย ๆ เพียงเพราะผ่านการบำบัดมาแล้ว หนังปล่อยให้ทั้งคู่เป็นมนุษย์ที่มีเหตุผลของตัวเอง แม้เหตุผลนั้นจะไม่ลงรอยกันเลยสักครั้ง คนดูจึงเกลียดพาซไม่ลง และเข้าข้างโจโดยไม่ต้องถูกบังคับให้เข้าข้าง

ภาพรวมหลังดูจบ บอกได้เลยว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ ดราม่าครอบครัว ระดับเพอร์เฟกต์ ช่วงกลางเรื่องมีจังหวะที่อารมณ์ล้นมือและโครงเรื่องแน่นเกินจำเป็น แต่พลังจาก การแสดง ของสองนักแสดงนำ กับมุมมองต่อครอบครัวแบบไม่สวยหรู ทำให้มันติดอยู่ในใจนานกว่าหนังครอบครัวที่พยายามเรียกน้ำตาอีกหลายเรื่อง

This, That and Everything in Between #1

โจแอนน์ หรือโจ (Jo) เป็นนักเขียนบทโทรทัศน์และภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ กำลังจะย้ายจากฟิลิปปินส์ไปนิวยอร์กเพื่อรับโอกาสเขียนบทครั้งใหญ่ ทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทาง จนกระทั่งพาซ แม่ผู้จากไป 27 ปี กลับเข้ามาในชีวิต พร้อมแมตติอัส (Mattias) ลูกชายวัย 20 ปีของเธอซึ่งโจไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีตัวตนจริง การพบกันแบบบังคับครั้งนี้ค่อย ๆ พาเรื่องไปถึงบาดแผลเก่า ปัญหาสุขภาพจิตในครอบครัว และความลับที่ถูกเก็บไว้ จนกลายเป็นชนวนให้ทุกอย่างที่ฝังมานานระเบิดออกมาทีละชั้น

หัวใจของเรื่องไม่ได้อยู่ที่คำตอบว่าพาซผิดหรือโจถูก เพราะหนังเล่าที่มาที่ไปของพาซมากพอให้เข้าใจว่า เธอเป็นผู้หญิงที่เคยตัดสินใจพลาดและต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจนั้นไปทั้งชีวิต ส่วนโจไม่ได้ถูกวาดเป็นลูกสาวที่หายจากบาดแผลเพียงเพราะมีงานการดีและเข้าบำบัดแล้ว ความโกรธและความผิดหวังของเธอเป็นของจริง เกิดจากการดิ้นรนเอาชีวิตรอดคนเดียวมาหลายสิบปี วันใดที่แม่กลับมาเรียกร้องตำแหน่งแม่ในชีวิตซึ่งโจไม่เหลือพื้นที่ให้ ความอึดอัดจึงสมจริงโดยไม่ต้องพึ่งการจัดฉาก ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจาก หนังดราม่า ครอบครัวเรื่องอื่นที่มักบังคับให้ตัวละครใจอ่อนลงตามบท

โจดี สตา มาเรีย (Jodi Sta. Maria) เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไปไกลกว่าบทดราม่าแม่ลูกทั่วไป เธอไม่ต้องกรีดร้องใส่กันทุกฉากที่เผชิญหน้ากับแม่ หลายช่วงที่ทรงพลังที่สุดกลับเป็นจังหวะที่โจเลือกเงียบ เลือกเดินออกจากบทสนทนาเมื่อรู้สึกว่ามันมากเกินไป การเล่นแบบนี้ทำให้ความเจ็บปวดของตัวละครไม่ใช่ของโชว์ แต่เป็นความรู้สึกที่คนดูสัมผัสได้เหมือนนั่งอยู่ในห้องเดียวกับคนที่กำลังกลั้นอารมณ์ไว้ข้างใน

This, That and Everything in Between #2

หนังเรื่องนี้ไม่ถามว่าแม่คนนั้นสมควรได้รับการให้อภัยหรือไม่ แต่มันถามว่าคนสองคนที่ห่างกัน 27 ปี จะเหลืออะไรที่เรียกว่าครอบครัวได้บ้าง

บทพาซถูกรับช่วงต่อโดยอกอต อิซิดโร (Agot Isidro) ได้อย่างแยบยล หนังไม่ชวนให้เห็นใจพาซตรง ๆ และตัวเธอเองไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ร้องขอความเห็นใจ การตัดสินใจทิ้งลูกของเธอมีเบื้องหลังซับซ้อนจนสรุปด้วยเหตุผลเดียวไม่ได้ แต่สิ่งที่สร้างมิติให้ตัวละครมากที่สุด อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างพาซกับแมตติ เธอรู้จักวิธีเป็นแม่ในแบบที่โจไม่เคยได้รับ ฉากแม่ลูกคู่นี้จึงเจ็บแปลบในแบบเงียบ ๆ เพราะเผยให้เห็นว่าความรักของพาซมีจริง เพียงแต่ไม่เคยไปถึงโจ

กาเบรียล ลาซาโร (Gabriel Lazaro) ในบทแมตติ เริ่มต้นมาเหมือนตัวละครที่ถูกใส่เข้ามาสร้างปมระหว่างแม่ลูก แต่ยิ่งเรื่องเดินหน้า เขากลับกลายเป็นตัวละครสำคัญที่สุดตัวหนึ่ง เพราะแมตติเป็นทั้งลูกชายของพาซและภาพสะท้อนของโจในคนเดียวกัน ทั้งคู่ต่างเติบโตมาท่ามกลางช่องว่างทางใจคนละรูปแบบ โจอยู่กับความโกรธและการพึ่งพาตัวเอง ส่วนแมตติแบกปัญหาสภาพจิตใจของตัวเองเอาไว้ ขณะเดียวกัน งานเขียนของโจเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งที่ตามหาน้องชาย กลับได้ความหมายใหม่ทันทีที่แมตติก้าวเข้ามาในชีวิต งานเขียนจึงไม่ใช่เส้นเรื่องรองที่แยกขาดจากอารมณ์ของตัวละคร

ข้อเสียที่เห็นชัดที่สุด อยู่ที่ความพยายามยัดทุกประเด็นเข้ามาในความยาวไม่ถึงสองชั่วโมง ทั้งการถูกทอดทิ้ง ความเจ็บป่วย ปัญหาสุขภาพจิต ความคาดหวังของพ่อแม่ ความรัก และอาชีพของโจ ถูกอัดรวมในเรื่องเดียวจนบางช่วงรู้สึกหนักหน่วงเกินไป เส้นเรื่องรองของตัวละครสมทบหลายคนยังถูกเบียดให้แคบลงอีก ต่างจาก Miracle in Cell No. 7 ที่โฟกัสความสัมพันธ์หลักเพียงเส้นเดียวแล้วค่อย ๆ ปล่อยอารมณ์ เรื่องนี้เลือกทางตรงกันข้าม ส่งผลให้จังหวะกลางเรื่องบางช่วงดังและวุ่นวายมากกว่าจะซึ้ง

This, That and Everything in Between #3

จังหวะของเรื่องคล้ายงานสาย Slow Cinema ที่ปล่อยให้อารมณ์ค่อย ๆ คืบคลานมากกว่าไล่ล่าจุดพีค ฉากที่ประทับใจที่สุดหลายฉากแทบไม่มีการพลิกผันอะไรใหญ่โต มีเพียงความเงียบและแววตาที่ทำงานแทนบทพูด วิธีการนี้เหมาะกับคนดูที่ชอบดราม่าละเมียดละไม แต่คนที่คาดหวังความกระชับหรือจุดหักมุมเร้าใจอาจรู้สึกว่าหนังเดินช้า เพราะเรื่องนี้ให้เวลากับโลกภายในของตัวละครมากกว่าเหตุการณ์ภายนอก

ความยาว 1 ชั่วโมง 53 นาทีของเรื่องนี้ให้ผลตอบแทนทางอารมณ์เต็มเม็ดเต็มหน่วยสำหรับคนที่ชอบ หนังฝรั่ง แนวครอบครัวสะท้อนชีวิต เพราะสิ่งที่หนังมอบให้ไม่ใช่ข้อสรุปว่าทุกอย่างกลับมาดีดังเดิม แต่เป็นการทำความเข้าใจคนที่เข้าใจไม่ได้มานาน โจไม่ลืมสิ่งที่แม่ทำ และพาซไม่กลายเป็นแม่ในฝันของโจชั่วข้ามคืน ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องนี้เหนือกว่าหนังครอบครัวสูตรสำเร็จหลายเรื่อง ดูจบแล้วอารมณ์ไม่จบตามเครดิต คำถามที่หนังทิ้งไว้จะติดตามไปจนถึงวันถัดไป

This, That and Everything in Between เป็น หนังดราม่าครอบครัว ที่เหมาะกับคนดูซึ่งชอบเรื่องราวแม่ลูกเชิงลึก และไม่เรียกร้องบทสรุปที่ซ่อมทุกอย่างให้สวยงาม การแสดงของโจดี สตา มาเรีย และอากอต อิซิดโร แบกหนังทั้งเรื่องไว้ได้อย่างอยู่หมัด ส่วนคนที่ไม่เหมาะกับเรื่องนี้ ได้แก่ผู้ที่มองหาความบันเทิงเบา ๆ หรือหนังกระชับว่องไว เพราะเรื่องนี้หนัก ช้า และจงใจทิ้งปมให้คิดต่อมากกว่าจะเก็บกวาดให้เรียบร้อย

เมื่อได้ดูแล้ว อย่าลืมกลับมาคุยกันว่าความรู้สึกต่อพาซเปลี่ยนไประหว่างเรื่องหรือไม่ คอมเมนต์ข้างล่างรอรับฟังอยู่ และถ้าบทความนี้ช่วยตัดสินใจได้ แชร์ต่อให้คนที่ชอบดราม่าครอบครัวได้ตามอ่านกัน

  • ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ: This, That and Everything in Between
  • ชื่อต้นฉบับภาษาฟิลิปปินส์: Ganito Ganyan Ganoon
  • ประเภท: ดราม่า ครอบครัว
  • วันที่เข้าฉาย: 13 สิงหาคม 2569
  • ผู้กำกับ: โชโล ลอเรล (Cholo Laurel)
  • นักแสดงนำ: โจดี สตา มาเรีย (Jodi Sta. Maria), อากอต อิซิดโร (Agot Isidro), กาเบรียล ลาซาโร (Gabriel Lazaro), การ์โด เวอร์โซซา (Gardo Versoza), รูบี รูอิซ (Ruby Ruiz)
  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 53 นาที
  • ช่องทางการดูในประเทศไทย: Netflix

ดราม่าแม่ลูกที่กล้าให้คำตอบว่า บางบาดแผลไม่มีวันสมาน

โครงเรื่อง - 8.2
การแสดง - 8.8
โปรดักชัน - 8
ความบันเทิง - 7.8
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8.2

8.2

This, That and Everything in Between หรือชื่อฟิลิปปินส์ว่า Ganito Ganyan Ganoon เป็นหนังดราม่าครอบครัวจากฟิลิปปินส์บน Netflix ที่เล่าเรื่องนักเขียนบทหญิงซึ่งชีวิตกำลังไปได้สวย จนแม่ที่หายไป 27 ปีกลับมาพร้อมน้องชายวัย 20 ที่เพิ่งรู้จัก หนังโดดเด่นที่ตัวละครแม่ลูกเขียนได้ซับซ้อน และการแสดงของโจดี สตา มาเรีย ที่ใช้ความเงียบแทนการร้องไห้ จุดอ่อนอยู่ที่พล็อตแน่นเกินไปจนดราม่าล้นช่วงกลางเรื่อง

User Rating: Be the first one !
Released
2026-08-13
Runtime
112 min
Status
Released
Movie หนังชีวิต ครอบครัว Released
TMDB 0 /10

ชีวิตที่นักเขียนบทโทรทัศน์อุตส่าห์สร้างขึ้นใหม่ต้องพังทลาย เมื่อแม่ผู้ห่างเหินกันไปนาน 27 ปีหวนกลับมาอีกครั้ง พร้อมความลับที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

Stream on


นักแสดงนำ

Jodi Sta. Maria Jodi Sta. Maria Joanne
Agot Isidro Agot Isidro Paz
Gardo Versoza Gardo Versoza Rene
Ruby Ruiz Ruby Ruiz Des
Gabriel Lazaro Matti / Mattias
RK Bagatsing RK Bagatsing Doc Migs
Mitch Valdez Mitch Valdez Tita Abby
Angel Aquino Angel Aquino Stella Guevara

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button