รีวิวหนัง-ซีรีส์

[รีวิว-เรื่องย่อ] RoboCop (1987) หนังไซบอร์กที่เสียดสีทุนนิยมไม่ได้ไว้หน้าใคร

  • RoboCop (1987) ไม่ใช่แค่หนังแอ็กชันไซบอร์ก แต่คือ ดาร์กคอเมดี้ ที่ใช้ความรุนแรงเกินจริงและความเสียดสีแบบไร้ตะเข็บ ลากเอาทุนนิยมอเมริกัน สื่อโทรทัศน์ และระบบองค์กร ขึ้นมาแซะแบบไม่มีความเกรงใจแม้แต่นิดเดียว แตกต่างจากภาคต่อที่ถูกปรับให้ขายของเล่นเด็กอย่างสิ้นเชิง
  • สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้พิเศษคือความเป็น หนังต่อต้านทุนนิยม ที่ถูกกำกับโดยผู้กำกับชาวดัตช์อย่าง พอล เวอร์โฮเฟน (Paul Verhoeven) ซึ่งมองวัฒนธรรมอเมริกันผ่านสายตาคนนอก และเลือกที่จะขยายความไร้สาระในบทของ เอ็ดเวิร์ด นูไมเออร์ (Edward Neumeier) กับ ไมเคิล ไมเนอร์ (Michael Miner) ให้เกินจริงจนกลายเป็นงานที่จี้เส้นขบขันและเจ็บแสบในเวลาเดียวกัน
  • ตัวละคร คลาเรนซ์ บอดดิคเกอร์ (Clarence Boddicker) ที่รับบทโดย เคิร์ตวูด สมิธ (Kurtwood Smith) คือหัวใจของความเลวร้ายในเรื่อง อาชญากรที่ได้รับการคุ้มครองจากบริษัทยักษ์ใหญ่เพื่อทำงานสกปรกให้ และสะท้อนภาพว่าระบบทุนนิยมไม่เคยสนว่าใครดีหรือเลว ตราบใดที่ทุกอย่างคือธุรกิจ
  • งานดนตรีของ เบซิล โพเลดูริส (Basil Poledouris) และบรรยากาศยุค 80 ในทุกตารางนิ้วของดีทรอยต์ที่ล่มสลาย ผสานกับฉากข่าวเสียดสีและโฆษณาปลอม ตอกย้ำว่า RoboCop คือ ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ที่เข้าใจยุคสมัยของตัวเองดีกว่า หนังฝรั่ง หลายเรื่องที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 มีซีรีส์เรื่องหนึ่งชื่อ RoboCop: The Series ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ สำหรับเด็กอายุ 13 ในตอนนั้นอาจสนุกพอประมาณ แต่กระทั่งในวัยนั้นก็ยังสัมผัสได้ว่ารายการมันเบาเกินเหตุและไร้เดียงสาจนแทบไม่หลงเหลือดีเอ็นเอของหนังต้นฉบับที่สร้างความสั่นสะเทือนไว้เมื่อปี 1987 เมื่อนำซีรีส์มาเทียบกับผลงานของ พอล เวอร์โฮเฟน (Paul Verhoeven) แล้ว มันเหมือนการ์ตูนหมีพูห์ที่ถูกใส่ชื่อตัวละครผิดเรื่องโดยไม่ได้ตั้งใจ

การลดทอนความจัดจ้านของแฟรนไชส์เริ่มเห็นมาตั้งแต่ RoboCop 3 ที่เปลี่ยนโทนให้รับชมได้ทุกวัยจนเหลวเป๋ว และแน่นอนว่ามันคือผลจากการที่สตูดิโออยากผลิตของเล่นขายเด็กมากกว่าจะสืบทอดเจตนารมณ์เดิม เพียงเข้าไปอ่านหัวข้อ Production ในหน้าวิกิพีเดียของ RoboCop 2 ก็จะเห็นภาพชัดเจนว่าธุรกิจเขมือบทุกอย่างที่ทำให้ภาคแรกยิ่งใหญ่ไปได้เร็วแค่ไหน แต่กลับกัน ต้นฉบับปี 1987 กลับเป็น หนัง ที่ต่อต้านระบบทุนนิยม ด่าอเมริกันชนชั้นปกครอง และยิงใส่ทุกสถาบันอย่างบ้าคลั่ง จนแทบไม่น่าเชื่อว่ามีสตูดิโอไหนกล้าอนุมัติสร้าง

เมื่อโครงเรื่องวางให้เมืองดีทรอยต์ที่ล้มละลายถูกครอบงำโดยบรรษัท Omni Consumer Product (OCP) ผู้เข้ามาเทคโอเวอร์กรมตำรวจและฝันจะสร้างเมืองใหม่ในชื่อ Delta City สำหรับคนรวยเท่านั้น ทุกอย่างในโลกของ RoboCop ล้วนเป็นสินค้าและผลประโยชน์ทางธุรกิจ ตำรวจที่ชื่อ อเล็กซ์ เมอร์ฟี (Alex Murphy) รับบทโดย ปีเตอร์ เวลเลอร์ (Peter Weller) ถูกฆ่าตายหลังปะทะกับแก๊งของ คลาเรนซ์ บอดดิคเกอร์ (Clarence Boddicker) มือสังหารตำรวจมืออาชีพและโรคจิตประจำถิ่น ก่อนสมองของเขาจะถูกนำไปติดตั้งในร่างไซบอร์ก ในฐานะแผนสำรองของ OCP หลังจากหุ่นยนต์ติดอาวุธ ED-209 ดันทำงานผิดพลาดอย่างน่าขายหน้า ทว่าสักวันหนึ่ง ความฝันก็ปลุกให้เมอร์ฟีตื่นขึ้นมา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการค้นหาความเป็นมนุษย์ที่ถูกยึดคืนไป

การเสียดสีใน RoboCop ไม่ใช่ประเด็นรองหรือสิ่งที่ต้องตีความให้ซับซ้อน เพราะมันถูกยัดเยียดใส่หน้าผู้ชมทุกฉาก ทุกบทสนทนา ตั้งแต่รายการข่าวแนวนักเล่าข่าวฟ็อกซ์นิวส์ไปจนถึงโฆษณาปลอมที่วิพากษ์สังคมแบบดื้อ ๆ ชนิดที่ไม่พยายามจะแนบเนียนเลยสักนิด งานเขียนบทของ เอ็ดเวิร์ด นูไมเออร์ (Edward Neumeier) และ ไมเคิล ไมเนอร์ (Michael Miner) ถูกยกระดับโดยสายตาของผู้กำกับชาวดัตช์ที่ไม่มีอะไรจะเสีย ผู้ซึ่งมองเห็นว่าทุกอย่างในอเมริกาเวลานั้นคือการทำธุรกิจ แม้กระทั่งชีวิตของตำรวจหนึ่งนาย มันเป็น หนังไซไฟ ที่หัวเราะเยาะใส่ระบบในจังหวะเดียวกับที่ทำให้คนดูรู้สึกสลดใจไปพร้อมกัน

มันไม่ต่างจากการเฝ้าดูนโยบายเรแกนถูกโยนลงถังกรดที่สร้างโจ๊กเกอร์ขึ้นมา แล้วถูกผลักตกขอบโดยพระเอกผู้สูญเสียทุกสิ่งที่ทำให้เขาเป็นมนุษย์ไปจนหมดสิ้น

ทุกครั้งที่กลับไปนั่งดู RoboCop ใหม่ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบคือการยิ้มกว้างแบบที่ควบคุมไม่ได้ ดนตรีของ เบซิล โพเลดูริส (Basil Poledouris) ผสานเข้ากับภาพดีทรอยต์รกร้างและกลุ่มนักแสดงสมทบที่สวมบทสวะมนุษย์ด้วยความเอร็ดอร่อย ทำให้ทุกซีนเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวที่ยากจะหาได้จาก หนังหุ่นยนต์ เรื่องอื่น ความรุนแรงถูกออกแบบให้เกินจริงอย่างจงใจ เสมือนผู้กำกับกำลังพยายามลบคำว่า “subtlety” ออกจากพจนานุกรมเลยทีเดียว

ผลลัพธ์คือความสมดุลอันแปลกประหลาด หนังที่เหมือนจะไร้สาระและยียวนกวนประสาท แต่ในขณะเดียวกันกลับเปี่ยมด้วยหัวจิตหัวใจ ความเจ็บปวดของเมอร์ฟีที่ถูกปล้นทุกอย่าง แม้กระทั่งครอบครัวและความทรงจำ ถูกเล่าอย่างตรงไปตรงมาไม่ต่างจากการเดินตรวจตราของหุ่นยนต์ สิ่งที่เหลืออยู่คือเพียงสามคำสั่งหลักในโปรแกรมที่ตอกย้ำว่าเขาคือทาสของระบบที่ลงทุนเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

คลาเรนซ์ บอดดิคเกอร์ (Clarence Boddicker) ในมือของ เคิร์ตวูด สมิธ (Kurtwood Smith) คือตัวละครที่ดีที่สุดในเรื่องอย่างไม่ต้องสงสัย อาชญากรที่ได้รับค่าจ้างและความคุ้มครองจากคนรวยเพื่อทำงานสกปรกที่พวกเขาไม่อยากให้มือเปื้อน และดูเหมือนเขาจะสนุกกับมันทุกวินาที บอดดิคเกอร์กับ OCP แทบไม่ต่างกัน พวกเขาคือกลุ่มคนที่คิดแบบทุนนิยม ทุกอย่างเป็นธุรกิจ ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครแคร์ และนั่นคือเหตุผลที่เมอร์ฟีต้องตาย เพราะเขาคือคนเดียวที่แคร์

การออกแบบตัวละครฝั่ง OCP ก็ถูกจัดวางอย่างแยบยลเช่นกัน ตั้งแต่ Dick Jones ที่เป็นตัวแทนของอำนาจองค์กรที่อยู่เหนือกฎหมาย ไปจนถึง Bob Morton คนทะเยอทะยานที่มองทุกอย่างเป็นเกมการเมืองในบริษัท ทุกคนในโลกล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตน มีเพียง Lewis คู่หูของเมอร์ฟีที่เป็นเสมือนเข็มทิศศีลธรรมในโลกที่กำลังพังทลาย แม้ว่าตัวละครหลายตัวจะไม่ได้ถูกขยายความลึกมากนัก แต่หน้าที่ของพวกเขาในเชิงสัญลักษณ์กลับคมกริบพอที่จะทำให้โครงเรื่องเดินไปได้อย่างแข็งแรง

งบประมาณในยุคนั้นอาจดูไม่มากเมื่อเทียบกับหนังบล็อกบัสเตอร์ปัจจุบัน แต่การใช้ภาพของดีทรอยต์เป็นแบ็กดรอปของความเสื่อมโทรม พ่วงด้วยการออกแบบชุด RoboCop ที่ดูเทอะทะอย่างตั้งใจและเต็มไปด้วยรายละเอียดทางกลไก กลับสร้างเอกลักษณ์ที่หนังไซบอร์กรุ่นหลังยากจะเลียนแบบได้ ส่วนดนตรีของ เบซิล โพเลดูริส (Basil Poledouris) คืออีกหนึ่งองค์ประกอบที่ติดหูอย่างมหัศจรรย์ ธีมหลักของ RoboCop ผสมความกล้าหาญกับโศกนาฏกรรมเข้าไว้ด้วยกัน ฟังแล้วรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร่ธรรมดาแต่อย่างใด

การแทรกช่วงข่าวและโฆษณาปลอมระหว่างดำเนินเรื่อง นอกจากจะสร้างอรรถรสแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโลกของหนังเข้ากับความจริงได้แนบเนียน มันเสียดสีสื่อมวลชนที่ขายข่าวเหมือนสินค้าและโฆษณาที่พยายามขายโลกในฝันให้ผู้บริโภคในโลกที่กำลังพัง องค์ประกอบเหล่านี้แหละที่ทำให้ RoboCop เป็นมากกว่า หนังน่าดู ทั่วไปสำหรับคอแอ็กชัน แต่คือประสบการณ์ที่เสียดแทงต่อมคิดในทุกครั้งที่รับชม

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ใช้ความรุนแรงแบบบ้าคลั่งและ เอฟเฟกต์เลือดสาด แบบไม่ยั้งมือ โดยเฉพาะฉากสังหารเมอร์ฟีในช่วงต้นเรื่องที่ยังคงเป็นหนึ่งในฉากตายที่โหดร้ายและยาวนานที่สุดของหนังยุค 80 การดำเนินเรื่องในบางช่วงอาจรู้สึกว่าลากยาวเกินไปสำหรับผู้ชมที่คาดหวังเฉพาะฉากต่อสู้แบบแอ็กชันไซไฟทั่วไป จังหวะการเล่าช่วงกลางเรื่องที่เน้นปูมหลังและปมของตัวละครอาจทำให้สมาธิของคนที่อยากดูแต่ฉากลุย ๆ หลุดได้บ้าง

นอกจากนี้ งานภาพและเทคนิคพิเศษบางจุดดูเก่าอย่างช่วยไม่ได้เมื่อเทียบกับมาตรฐานปัจจุบัน เช่น การเคลื่อนไหวของ ED-209 ที่เป็นสต็อปโมชัน หรือฉากไซบอร์กที่บางมุมดูแข็งทื่อ แต่นั่นก็เป็นเสน่ห์หนึ่งของหนังในยุคนั้นที่ผู้ชมรุ่นใหม่ควรเปิดใจก่อนรับชม ข้อควรระวังอีกอย่างคือเนื้อหาการเสียดสีที่หนักไปทางการเมืองและเศรษฐกิจอาจไม่เหมาะสำหรับคนที่เข้ามาหาเพียงความบันเทิงผิวเผิน

RoboCop (1987) คือหนังที่คอหนังแอ็กชันไซไฟและแฟนของ ดาร์กคอเมดี้เสียดสีสังคม ไม่ควรพลาด ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปกี่สิบปี ความจัดจ้านในเชิงเนื้อหาและความกล้าที่จะเหยียบจมูกทุนนิยมของเรื่องนี้ก็ยังไม่เคยลดทอนลง มันเหมาะสำหรับผู้ชมที่ชอบหนังมีชั้นเชิงและพร้อมจะถูกท้าทายทางความคิดระหว่างที่ป๊อปคอร์นยังอยู่ในมือ แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการหนังแอ็กชันเบาสมองแบบฮีโร่มาดเท่ชนะทุกฉาก เพราะ RoboCop ไม่ใช่หนังที่พาคนดูหนีจากความจริง มันคือหนังที่ตบหน้าด้วยความจริงในคราบของไซไฟมากกว่า

ไซบอร์กในร่างดาร์กคอเมดี้ที่กล้าลากทุนนิยมขึ้นเขียงแบบไม่ไว้หน้า

โครงเรื่อง - 8.8
การแสดง - 8.5
โปรดักชัน - 8.2
ความบันเทิง - 9
ความคุ้มค่าในการรับชม - 9.1

8.7

RoboCop (1987) คืองานที่อยู่เหนือคำว่าแอ็กชันไซไฟทั่วไป ด้วยชั้นเชิงการเสียดสีสังคมที่จัดจ้านและความกล้าของผู้กำกับที่เดินหน้าเล่าเรื่องโดยไม่สนใจว่าจะสะเทือนภาพลักษณ์ของใคร ผลลัพธ์คือหนังที่ทั้งดาร์ก ตลกร้าย และมีหัวใจ ผ่านชีวิตของอเล็กซ์ เมอร์ฟี (Alex Murphy) ตำรวจผู้สูญเสียทุกอย่างที่ทำให้เขาเป็นมนุษย์ หลงเหลือเพียงโปรแกรมให้เป็นผู้พิทักษ์ระบบที่ตัวเองเกลียดชัง แม้เวลาจะผ่านมากว่า 3 ทศวรรษ แต่ความเจ็บแสบในบทเสียดสีของหนังเรื่องนี้กลับยังคงร่วมสมัยและไม่เคยจืดจาง

User Rating: Be the first one !
Released
1987-07-17
Runtime
101 min
Status
Released
Movie บู๊ ระทึกขวัญ นิยายวิทยาศาสตร์ Released

โรโบคอป

RoboCop — 1987

IMDb Rating 7.6 /10
Metascore 70 /100
Tomatometer 84 %

ตำรวจผู้เคร่งครัดรายหนึ่งถูกสังหารโดยกลุ่มคนร้าย เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งจากฝีมือของวิทยาศาสตร์พัฒนาการล้ำลึก กลายเป็นไซบอร์กนักปราบอธรรมนาม โรโบคอป


นักแสดงนำ

Peter Weller Peter Weller Officer Alex J. Murphy / RoboCop
Nancy Allen Nancy Allen Officer Anne Lewis
Dan O'Herlihy Dan O'Herlihy The Old Man
Ronny Cox Ronny Cox Dick Jones
Kurtwood Smith Kurtwood Smith Clarence Boddicker
Miguel Ferrer Miguel Ferrer Bob Morton
Robert DoQui Robert DoQui Sgt. Warren Reed
Ray Wise Ray Wise Leon Nash

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button