รีวิวหนังญี่ปุ่น

[รีวิว-เรื่องย่อ] Adrift in Tokyo (2007) หนังญี่ปุ่นที่เดินเล่นในโตเกียวแต่ทิ้งรอยยิ้มขม

  • Adrift in Tokyo ดัดแปลงจากนวนิยายรางวัลนาโอกิของ โยชินางะ ฟูจิตะ และเลือกเล่าเรื่องผ่านการเดินเที่ยวในโตเกียวแบบ episodic ที่เน้นความสัมพันธ์และอารมณ์มากกว่าเนื้อเรื่องตรงหน้า
  • การแสดงของ โจ โอดากิริ และ ทโมคาซุ มิอูระ สร้างเคมีที่ผสมผสานระหว่างความกระอักกระอ่วนและความอบอุ่น ทำให้คู่ตัวละครที่ดูไม่เข้ากันกลับมีมิติน่าติดตาม
  • หนังใช้กรุงโตเกียวเป็นฉากหลังที่มีชีวิต ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นตัวละครที่สะท้อนความเหงาและความงดงามของชีวิตคนเมือง
  • แม้จะไม่มีฉากดราม่าเข้มข้น แต่การค่อย ๆ เปิดเผยอดีตของตัวละครผ่านบทสนทนาและช่วงเวลาเล็ก ๆ ทำให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันและเข้าใจปมในใจของทั้งสองคนโดยไม่ต้องพึ่งความตึงเครียด

บางหนังไม่ได้ต้องการพาคนดูไปไหน แต่กลับอยากชวนให้หยุดและมองสิ่งรอบตัวไปพร้อม ๆ กัน Adrift in Tokyo เป็นหนึ่งในงานแบบนั้น ผลงานกำกับของ ซาโทชิ มิกิ (Satoshi Miki) ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อดังของ โยชินางะ ฟูจิตะ (Yoshinaga Fujita) ผู้ชนะรางวัลนาโอกิ ไม่ได้ขายความตื่นเต้นหรือปมซับซ้อน แต่เลือกเล่าเรื่องผ่านการเดินเท้าไปบนท้องถนนโตเกียว กับคนสองคนที่ชีวิตพลัดหลงจนมาเจอกันแบบบังเอิญ ความงดงามของหนังอยู่ตรงที่มันไม่รีบ ไม่กดดัน ไม่บังคับให้ใครต้องรู้สึกอะไรตามที่เขียนไว้

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อนักศึกษากฎหมายที่ติดหนี้พนันได้พบกับนักทวงหนี้ที่ไม่ได้มาขู่เข็มตามที่คิด แต่กลับเสนอข้อตกลงประหลาดคือการเดินเล่นรอบเมืองด้วยกัน ความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครคาดฝันจากการเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยความสงสัย ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการแลกเปลี่ยนความทรงจำและความลับที่ฝังลึกในใจ ผ่านบทสนทนาธรรมดา ๆ ที่แอบแฝงความหมายลึกซึ้ง ทุกครั้งที่ตัวละครหยุดพักหรือเดินผ่านสถานที่เก่าแก่ ผู้ชมจะรู้สึกเหมือนได้ยืนอยู่ข้าง ๆ พวกเขาจริง ๆ

หากกำลังมองหาหนังที่ดูแล้วรู้สึกเหมือนได้เดินเล่นในเมืองใหญ่พร้อมมิตรภาพที่เกิดจากความเหงา บทความนี้จะช่วยสำรวจว่าทำไม Adrift in Tokyo ถึงยังคงมีเสน่ห์ติดตา แม้ผ่านมานานกว่าสิบห้าปีแล้ว

บางครั้งการไม่มีจุดหมายทำให้ตัวละครได้อยู่กับปัจจุบัน เปิดใจคุยกัน และค่อย ๆ ปลดปล่อยความทุกข์ที่สะสมมา

หนังเลือกเล่าเรื่องแบบ episodic โดยไม่มีเป้าหมายชัดเจนในทุกฉาก ตัวละครหลักชื่อ Fumiya Takemura นักศึกษากฎหมายที่เรียนมาถึงปีแปดและติดหนี้กว่าแปดแสนเยน เขาพบกับ Aiichiro Fukuhara นักทวงหนี้ที่เสนอให้ลบหนี้ทั้งหมดและให้เงินรางวัลหนึ่งล้านเยน ในแลกเปลี่ยนกับการเดินเที่ยวไปทั่วกรุงโตเกียวด้วยกัน โครงสร้างแบบนี้อาจทำให้คนดูบางส่วนรู้สึกว่าเรื่องไปไม่ถึงไหน แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ของหนัง การไม่มีจุดหมายทำให้ตัวละครได้อยู่กับปัจจุบัน เปิดใจคุยกัน และค่อย ๆ ปลดปล่อยความทุกข์ที่สะสมมา ผู้เขียนบทดัดแปลงจากนวนิยายรางวัลนาโอกิได้อย่างละเมียดละไม ทำให้ทุกช่วงตอนมีน้ำหนักทางอารมณ์แม้จะดูธรรมดา

Adrift in Tokyo ไม่ใช่ดราม่าหนักหน่วงแบบที่หลายคนคาดจากพล็อตนักทวงหนี้ แต่กลับมีความตลกแบบแห้ง ๆ ที่เกิดจากความแตกต่างของตัวละครสองคน ระหว่างทางที่เดินผ่านซอยเล็ก ๆ ร้านค้า และสถานที่สำคัญในอดีตของแต่ละคน หนังสอดแทรกช่วงเวลาตลกร้ายและอบอุ่นอย่างพอดี ไม่มีฉากดราม่าที่ตั้งใจกดน้ำตา แต่ความหม่นหมองทะลุออกมาจากบทสนทนาและสายตาของนักแสดงเอง การตัดต่อที่ไม่เร่งรัดบังคับให้คนดูได้หายใจไปพร้อม ๆ กับตัวละคร

โจ โอดากิริ (Joe Odagiri) ในบท Fumiya นำเสนอความกระอักกระอ่วนของคนหนุ่มที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหน ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วน ทโมคาซุ มิอูระ (Tomokazu Miura) รับบท Fukuhara นักทวงหนี้ที่แอบมีอดีตบาดลึก แสดงได้อย่างสุขุมและมีชั้นเชิง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้พัฒนาแบบตรงไปตรงมา แต่ค่อย ๆ สร้างความไว้วางใจผ่านการอยู่ด้วยกันแบบไม่ต้องพูดอะไรมาก นอกจากนี้ เคียวโกะ โคอิซุมิ (Kyoko Koizumi) และ ยูริโกะ โยชิทากะ (Yuriko Yoshitaka) ยังช่วยเติมสีสันให้ช่วงเวลาที่พวกเขาพบเจอคนประหลาดระหว่างทางมีความน่าจดจำมากขึ้น

ถ่ายทำจริงทั่วกรุงโตเกียว ภาพยนตร์ใช้เมืองเป็นมากกว่าฉากหลัง แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนความเหงาและความงดงามของการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ทุกซอยทุกถนนที่ตัวละครเดินผ่านมีเรื่องราวและอารมณ์แฝงอยู่ บางครั้งก็อึมครึม บางครั้งก็อบอุ่น การถ่ายภาพของ โซเฮย์ ทานิกาวะ (Sôhei Tanikawa) จับแสงธรรมชาติของเมืองได้อย่างสวยงาม ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนได้เดินอยู่ในโตเกียวจริง ๆ และนี่เป็นอีกหนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้หนังไม่เหมือนใคร

สำหรับคนที่ชอบหนังเงียบ ๆ ที่ให้เวลาตัวละครและผู้ชมได้หายใจ Adrift in Tokyo ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะมือ หนังไม่ต้องการให้คนดูตื่นเต้นตลอดเวลา แต่ต้องการสื่อสารว่าชีวิตคือการเดินทางที่ไม่จำเป็นต้องรีบไปไหน ทุกความสัมพันธ์และทุกช่วงเวลาล้วนมีค่า แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย การได้รับชมผ่าน แนะนำหนัง จากแหล่งรวมรีวิวที่เข้าใจงานเงียบ ๆ แบบนี้อาจช่วยให้มองเห็นมุมมองใหม่ ๆ ก่อนตัดสินใจกดเล่น

Adrift in Tokyo เหมาะกับคนที่ชอบ หนังญี่ปุ่น สไตล์ช้า ๆ เน้นอารมณ์และบทสนทนามากกว่าเนื้อเรื่องตื่นเต้น ไม่เหมาะกับผู้ที่รอคอยฉากแอคชันหรือดราม่าเข้มข้นแบบเร่งรัด หนังทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มขม ๆ ที่ทำให้เข้าใจว่าบางครั้งการเดินไปเรื่อย ๆ ก็พอแล้ว ถ้าได้มีใครสักคนเดินไปด้วย แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ ใครที่เคยรู้สึกหลงทางในเมืองใหญ่หรือมองหามิตรภาพจากความไม่คาดฝัน บทความนี้และหนังเรื่องนี้อาจตอบโจทย์ได้ดีเกินคาด

หนังญี่ปุ่นที่เดินเล่นไปเรื่อย ๆ แต่กลับกระทบใจลึกจนลืมไม่ลง

โครงเรื่อง - 8.2
การแสดง - 8.8
โปรดักชัน - 7.8
ความบันเทิง - 8
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8.2

8.2

Adrift in Tokyo หรือ 転々 (Tenten) เป็นหนังญี่ปุ่นแนว โร้ดมูฟี คอมเมดี้ดราม่า กำกับโดย ซาโทชิ มิกิ ดัดแปลงจากนวนิยายของ โยชินางะ ฟูจิตะ ผู้ชนะรางวัลนาโอกิ นำแสดงโดย โจ โอดากิริ ในบทนักศึกษากฎหมายที่มีหนี้สินล้นตัว และ ทโมคาซุ มิอูระ ในบทนักทวงหนี้ที่พาเขาเดินเล่นรอบกรุงโตเกียว หนังเล่าเรื่องผ่านช่วงเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เต็มไปด้วยความเหงา ความจริงใจ และเสียงหัวเราะที่แอบขม แม้จังหวะจะช้าแต่กลับทำให้ผู้ชมได้ซึมซับอารมณ์และพบว่าการเดินไปเรื่อย ๆ ก็มีความหมายในตัวเอง

User Rating: Be the first one !
Released
2007-11-10
Runtime
101 min
Status
Released
Movie ตลก Released

Adrift in Tokyo

転々 — 2007

IMDb Rating 7.2 /10
MYDRAMALIST 7.4 /10
TMDB 7.1 /10

นักเลงคนหนึ่งเสนอจะช่วยใช้หนี้พนันของนักศึกษากฎหมาย หากอีกฝ่ายยอมร่วมเดินทางข้ามกรุงโตเกียวไปกับเขา


นักแสดงนำ

オダギリジョー オダギリジョー Fumiya Takemura
三浦友和 三浦友和 Aiichiro Fukuhara
小泉今日子 小泉今日子 Makiko
吉高由里子 吉高由里子 Fufumi
麻生久美子 麻生久美子 Mikaduki Shizuka
ふせえり ふせえり Sendai
平岩紙 平岩紙 Naomi
広田レオナ 広田レオナ Kaburagi

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button