รีวิวหนังฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] พีกี้ ไบลน์เดอร์ส: ชายผู้เป็นอมตะ | Peaky Blinders: The Immortal Man (2026)

  • Peaky Blinders: The Immortal Man เป็นหนังภาคต่อจากซีรีส์ดังที่ฉายบน Netflix ตั้งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 1940 โดย ซิลเลียน เมอร์ฟี่ กลับมารับบททอมมี่ เชลบี้ อีกครั้ง
  • หนังโฟกัสไปที่การปิดเรื่องราวของทอมมี่มากจนตัวละครอื่นถูกลดบทบาทลงอย่างน่าเสียดาย ทั้ง แบร์รี คีโอแกน ในบทดุ๊ก และ รีเบคกา เฟอร์กูสัน ในบทเคาโล
  • บทหนังของ สตีเวน ไนท์ มีไอเดียน่าสนใจหลายอย่าง แต่ไม่มีพื้นที่พอที่จะพัฒนาให้ลึกซึ้งเหมือนในซีรีส์
  • แม้จะมีช่วงเวลาที่ทรงพลังและน่าตื่นตาอยู่บ้าง แต่โดยรวมหนังให้ความรู้สึกเหมือนงานโปรดักชันทั่วไปของ Netflix มากกว่าจะเป็นการอำลาที่สมศักดิ์ศรี

หลังจากปิดฉาก ซีรีส์ Peaky Blinders ไปตั้งแต่ปี 2022 แฟนซีรีส์ทั่วโลกรอคอยวันที่จะได้เห็น ทอมมี่ เชลบี้ กลับมาอีกครั้งในรูปแบบหนัง และ Peaky Blinders: The Immortal Man (2026) บน Netflix ทำให้ความฝันนั้นเป็นจริง แต่คำถามสำคัญที่ต้องตอบ หนังเรื่องนี้เป็นการอำลาที่สมศักดิ์ศรีของตำนานแก๊งสเตอร์เบอร์มิงแฮม หรือแค่งาน Netflix ที่ทำมาเพื่อปิดจ็อบ? ในบทความนี้จะพาเจาะลึกทุกแง่มุมของหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่เนื้อเรื่อง การแสดง ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้หนังไปไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น

ในหนังเรื่องนี้ กำกับโดย ทอม ฮาร์เปอร์ (Tom Harper) พวกนาซีวางแผนผลิตธนบัตรปอนด์ปลอมโดยใช้แรงงานเชลยชาวยิวในค่ายกักกัน เพื่อทำลายเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร นอกจากนี้กองทัพอากาศเยอรมันยังทิ้งระเบิดถล่มโรงงาน BSA ในย่านสมอลฮีธ เมืองเบอร์มิงแฮม เหตุการณ์โรงงานถูกกล่าวถึงแค่สั้นๆ ตอนเครดิตจบ ส่วนแผนเงินปลอมก็ไปเกี่ยวกับวายร้ายฟาสซิสต์แบบจืดๆ ชื่อ จอห์น เบคเก็ตต์ แสดงโดย ทิม ร็อธ (Tim Roth) ซึ่งทั้งสองส่วนนี้แทบไม่ทิ้งรอยประทับอะไรไว้เลย เพราะมันมีอยู่เพื่อให้ ทอมมี่ เชลบี้ แสดงโดย ซิลเลียน เมอร์ฟี่ (Cillian Murphy) ได้ปิดบัญชีชีวิตของตัวเองเท่านั้น ณ จุดนี้ทอมมี่ใช้ชีวิตลี้ภัยตัวเองอยู่ในบ้านชนบท เขียนนิยาย ถูกหลอกหลอนด้วยความเศร้าจากการจากไปของพี่ชายและลูกสาว

โลกของ Peaky Blinders ไม่ใช่เรื่องใหม่กับสิ่งเหนือธรรมชาติ เพราะในตอนจบซีซั่น 6 วิญญาณเป็นตัวเปิดตาทอมมี่ตอนที่เขากำลังจะยิงตัวตาย ใน The Immortal Man เราได้รู้จัก เคาโล แสดงโดย รีเบคกา เฟอร์กูสัน (Rebecca Ferguson) ร่างทรงและฝาแฝดของเซลดา เธอทำลายความสันโดษของทอมมี่ ทำให้เขากลับสู่ชีวิตที่ทิ้งไว้ ด้วยเรื่องราวเรื่องการเข้าทรงและวิญญาณ เคาโลดูน่าสนใจในตอนแรก แต่น่าเสียดายที่ตัวตนทั้งหมดของเธอถูกย่อลงเหลือแค่ “เธอแสดงโดยรีเบคกา เฟอร์กูสัน” และแม้เฟอร์กูสันจะมีเสน่ห์เสมอ แต่ก็ไม่สามารถยกระดับบทที่บางและจำไม่ได้นี้ขึ้นมาได้ เคาโลแอบซ่อนเหมือนแม่มดลื่นไหล แต่สุดท้ายเธอเป็นแค่หมากตัวหนึ่งในเกมที่ใหญ่กว่า

Peaky Blinders The Immortal Man #1

คำอธิบายข้างต้นเข้ากับตัวละครเกือบทุกตัวในเรื่อง The Immortal Man หมกมุ่นกับการอำลาทอมมี่มากจนปฏิเสธที่จะขยายหรือพัฒนาไอเดียที่ตัวเองเปิดไว้ ดุ๊ก แสดงโดย แบร์รี คีโอแกน (Barry Keoghan) โกรธเคืองที่ถูกทอมมี่ผู้เป็นพ่อทิ้งให้อยู่คนเดียว แต่หนังไม่ได้ให้พื้นที่พ่อลูกได้คุยกันจริงจัง ช่องว่างระหว่างทั้งสองถูกเชื่อมแบบรวบรัดผ่านบทสนทนาที่ขับเคลื่อนด้วยพล็อต เราไม่ได้รู้สึกถึงความตึงเครียดที่คุกรุ่น จึงไม่เคยสงสัยว่าพวกเขาจะหักหลังกัน หนังพยายามสร้างภาพว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจบชีวิตอีกฝ่าย แต่มองทะลุได้ไม่ยาก

ทอม ฮาร์เปอร์ ทำงานร่วมกับนักเขียน สตีเวน ไนท์ (Steven Knight) รวบรวมคลิเช่มาไว้ด้วยกัน จึงไม่แปลกที่จะมีฉากชายคนหนึ่งมายั่วยุทอมมี่ในบาร์ ย้อนกลับไปตอนที่ Peaky Blinders เปิดตัวในปี 2013 ทาง BBC Two ซีรีส์ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์ ซึ่งเป็นจุดยืนที่รักษาไว้ได้ตลอดทั้ง 6 ซีซั่น แต่หนังภาคนี้ให้ความรู้สึกชัดเจนว่าเป็นงานโปรดักชัน Netflix ทั่วไป ดูเหมือนทำมาเพื่อแฟนคลับมากกว่าทำเพื่อตัวทอมมี่ และการทำแบบนั้นทำให้ทั้งสองฝ่ายจบลงด้วยความผิดหวัง สำหรับหนังที่มีคำว่า “อมตะ” อยู่ในชื่อ หนังอาชญากรรมเรื่องนี้กลับเป็นหนึ่งในผลงานที่ธรรมดา จำไม่ได้ และไร้ชีวิตชีวาที่สุดที่จะได้ดูในปีนี้ มันไม่เคยโบยบิน มันเริ่มทรุดลงแทบจะทันทีที่เริ่มต้น

แม้หนังจะมีปัญหาหลายจุด แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ซิลเลียน เมอร์ฟี่ ยังคงเป็นหัวใจของทุกอย่าง เขาสวมบทบาททอมมี่ เชลบี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนสวมเสื้อโค้ทตัวเก่า ทั้งสายตาที่เฉียบคม ท่าทางที่เงียบขรึมแต่อันตราย และความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใน เมอร์ฟี่ถ่ายทอดมิติเหล่านี้ได้อย่างน่าทึ่ง ฉากที่ทอมมี่ขี่ม้ากลับเข้าสมอลฮีธนั้นอาจเป็นหนึ่งในภาพจำที่ทรงพลังที่สุดของตัวละครนี้ ถ้าไม่มีเมอร์ฟี่ หนังเรื่องนี้อาจจะล่มไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก

Peaky Blinders The Immortal Man #2

ปัญหาใหญ่ที่สุดของ The Immortal Man อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวบทหรือการกำกับ แต่อยู่ที่ รูปแบบ ของมัน Peaky Blinders เป็นซีรีส์ที่หัวใจอยู่ที่ตัวละคร แต่ละคนมีความซับซ้อนและพัฒนาไปตลอดหลายซีซั่น การยัดทุกอย่างลงใน 1 ชั่วโมง 52 นาที ทำให้ตัวละครที่เคยมีมิติถูกลดเหลือแค่เครื่องมือขับเคลื่อนพล็อต ตัวละครจากซีรีส์ที่หายไปก็ทิ้งความว่างเปล่าที่รู้สึกได้ ราวกับว่าหนังพยายามเป็นซีซั่นที่ 7 แต่ถูกบีบให้เหลือแค่ตอนเดียว

Peaky Blinders: The Immortal Man (2026) ปิดเรื่องราวของทอมมี่ เชลบี้ได้ แต่ปิดแบบไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่หรือสมกับการรอคอยหลายปี ซิลเลียน เมอร์ฟี่ยังคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ดูได้จนจบ แต่ตัวละครรองถูกลดบทบาทจนน่าเสียดาย และบทหนังเลือกที่จะเล่นปลอดภัยด้วยสูตรสำเร็จแทนที่จะกล้าทำสิ่งใหม่ ถ้าเป็นแฟนซีรีส์ตัวยง ก็ยังควรดูเพราะนี่คือจุดจบอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าหวังจะได้อะไรที่เทียบเท่ากับซีรีส์ช่วงพีกสุด อาจจะต้องลดความคาดหวังลง มาแชร์ความเห็นกันในคอมเมนต์ว่ารู้สึกยังไงกับหนังเรื่องนี้ แล้วอย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้คนที่กำลังจะกดดู Peaky Blinders บน Netflix จะได้เตรียมใจถูก!

  • ชื่อเรื่องในภาษาไทย: พีกี้ ไบลน์เดอร์ส: ชายผู้เป็นอมตะ
  • ประเภท: อาชญากรรม (Crime), ดราม่า (Drama), ประวัติศาสตร์ (History)
  • วันที่ออกฉาย: 6 มีนาคม 2569 (โรงภาพยนตร์) / 20 มีนาคม 2569 (Netflix)
  • นักแสดงนำ: ซิลเลียน เมอร์ฟี่ (Cillian Murphy), แบร์รี คีโอแกน (Barry Keoghan), รีเบคกา เฟอร์กูสัน (Rebecca Ferguson), ทิม ร็อธ (Tim Roth), โซฟี รันเดิล (Sophie Rundle), สตีเฟน เกรแฮม (Stephen Graham)
  • ผู้กำกับ: ทอม ฮาร์เปอร์ (Tom Harper)
  • เขียนบท: สตีเวน ไนท์ (Steven Knight)
  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 52 นาที
  • เรตติ้ง IMDb: 7.7/10
  • Rotten Tomatoes: 91%
  • ช่องทางการดูในประเทศไทย: Netflix

ปิดตำนานทอมมี่ แต่ยังไม่ถึงจุดสูงสุด

โครงเรื่อง - 5.5
การแสดง - 7.8
โปรดักชัน - 7
ความบันเทิง - 5.8
ความคุ้มค่าในการรับชม - 6

6.4

Peaky Blinders: The Immortal Man พาทอมมี่ เชลบี้กลับมาอีกครั้งในฉบับหนังเต็มรูปแบบ ซิลเลียน เมอร์ฟี่ยังคงเป็นจุดศูนย์กลางที่ดึงดูดทุกสายตา แต่การอัดเนื้อหาที่ควรเป็นซีซั่นเต็มลงในหนังเรื่องเดียว ทำให้ตัวละครรองและธีมที่น่าสนใจถูกตัดทอนจนแทบไม่เหลือน้ำหนัก หนังทำหน้าที่ปิดเรื่องราวได้ แต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเป็นการอำลาที่ยิ่งใหญ่

User Rating: Be the first one !

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button